ปราสาทไฮเดลเบิร์ก (Heidelberg Cestle)
ปราสาทไฮเดลเบิร์กตั้งอยู่บนเนินเขา ถูกสร้างขึ้นเมื่อปี ค.ศ.1300 ใช้เวลาการก่อสร้างยาวนานถึง 400 ปี บริเวณสวนสวยของปราสาทจะมีต้นไม้ใหญ่ อาทิ ต้นเบิช(Beach) ต้นเมเปิ้ล(Maple) ต้นโอ้ค(Oak) และอื่นๆมากมาย นักท่องเที่ยวจึงสามารถเดินชมบริเวณรอบๆได้อย่างสบาย ตัวอาคารด้านนอกและตัววังเก่าเป็นศิละแบบโกธิค (Gothic) และเรอเนสซองค์ (Renaissance) ภายในมีห้องเก็บไวน์ ซึ่งบรรจุไว้ในถังไม้โอ๊คบ่มที่ใหญ่ที่สุดของโลก นอกจากนั้นยังมีจุดชมเมืองที่สวยงาม มองลงมาเห็นแม่น้ำเนคคาร์ (Neckar River) ที่ไหลผ่านตัวเมืองอย่างชัดเจนด้วย

 

 

     
 

เมืองโคโลญจน์ (Cologne)
มีที่มาจากชื่อของน้ำหอมชนิดหนึ่ง เป็นเมืองใหญ่ที่สุดของเยอรมนีมีสิ่งที่น่าสนใจคือ “เคิล์นโดม”  (Kolner Dom) ซึ่งเป็นมหาวิหารที่ใหญ่ที่สุดในทวีปยุโรป ลักษณะพิเศษอยู่ที่โดม คือมียอดแหลมสองยอดและมีเพดาน ได้รับการยกให้เป็นมรดกโลกโดยองค์การยูเนสโก แต่มีข้อจำกัดว่ารอบๆมหาวิหารจะต้องไม่มีการก่อสร้างหรือต่อเติมอาคารให้สูงอย่างเด็ดขาด

 

 

 

     
 

เมืองแฟรงค์เฟิร์ท (Frankfurt)
ตั้งอยู่บนฝั่งแม่น้ำไมน์ (Main River) เป็นเมืองที่มีประวัติศาสตร์ต่อเนื่องอันยาวนานหลายศตวรรษ อีกทั้งยังเคยเป็นสถานที่ประกอบพิธีราชาภิเษกของกษัตริย์และจักรพรรดิหลายพระองค์ ปัจจุบันแฟรงเฟิร์ต กลายเป็นศูนย์กลางการคมนาคมที่เชื่อมโยงไปทั่วประเทศ จนได้ชื่อว่าเป็นเมืองหลวงแห่งการค้าของเยอรมนีไปแล้ว นักการท่องเที่ยวส่วนใหญ่นิยมมาเยี่ยมชมความงดงามของโบสถ์วิหาร-อาคารเก่าแก่ ตั้งแต่ก่อนสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งหลายส่วนมีการบูรณะและสร้างใหม่

 

     
 

เรสซิเดนซ์ (Residentz)
พระราชวังที่มีชื่อเสียงมากที่สุดของเมืองมิวนิค (Munich) เคยเป็นที่ประทับและศูนย์กลางอำนาจ ของกษัตริย์บาวาเรีย (Bavaria) นานถึง 500 ปี  ปัจจุบันประกอบด้วยห้องจำนวน 130 ห้อง ภายในพระราชวัง ยังเป็นสถานที่จัดแสดงสมบัติล้ำค่ามากมาย ทั้งเฟอร์นิเจอร์ภาพเขียน เครื่องเคลือบ เครื่องเงิน และ นักท่องเที่ยวห้ามพลาด “Antiquarium” เป็นห้องโถงสไตล์เรอเนสซองส์ที่มีความสวยงามมาก สร้างขึ้นเพื่อเป็นที่เก็บสะสมของโบราณอันทรงคุณค่า

 

     
 

พิพิธภัณฑ์เยอรมัน  (The Deutsches Museum )
ได้ชื่อว่าเป็นพิพิธภัณฑ์ทางเทคโนโลยีและวิทยาศาสตร์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก ด้วยพื้นที่กว่า 13  เอเคอร์ เต็มไปด้วยสาระและความบันเทิงมากมาย นักท่องเที่ยวอาจต้องใช้เวลาเป็นอาทิตย์เพื่อจะเดินชม ส่วนจัดแสดงต่างๆ อาทิ เรือใบ เรือดำน้ำ รถไฟ เครื่องบิน เครื่องดนตรี ฯลฯ สามารถรับความรู้และเพลิดเพลินไปกับ “Interactive Displays” ตลอดเวลา

 

 

 

     
 

เฟราเอ่นเคียร์ชเช่อ (The Frauenkirche)
ถือเป็นสัญลักษณ์สำคัญของเมืองมิวนิค ตัวโบสถ์พระแม่มารีเป็นทรงหัวหอมคู่ โดดเด่นด้วยอิฐสีแดงสูง 99 เมตร สร้างขึ้นครั้งแรกใน ปี ค.ศ.1468 แต่ถูกทำลายอย่างย่อยยับในสงครามโลกครั้งที่2 และได้รับการบูรณะใหม่ใน ปี ค.ศ.1953 โดยสิ่งที่นักท่องเที่ยวต้องเยี่ยมชมคือ “แท่นบูชา” ซึ่งถูกตกแต่งเอาไว้อย่างอลังการ และด้านบนจะเป็นจุดชมวิวของเมืองมิวนิคอย่างสวยงาม

 

 

 

     
 

พิพิธภัณฑ์แห่งชาติบาวาเรียน (The Bavarian National Museum)  
เป็นพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ทางวัฒนธรรมและศิลปะที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของยุโรป จุดเด่นของ พิพิธภัณฑ์นี้คือ งานศิลปะของราชวงศ์วิทเทลสบาค (Wittlesbach) ซึ่งมีงานศิลป์ชั้นยอดตั้งแต่ยุคกลางเรื่อยมาจนถึงยุคอาร์ตนูโว (Art Nouveau)

 

     
 

พินาโกเตกเดียร์โมแดนเนอร์ (Pinakothek der Moderne)
เป็นอีกหนึ่งพิพิธภัณฑ์ศิลปะสมัยใหม่ที่ใหญ่ที่สุดของโลก ประกอบด้วย 4 พิพิธภัณฑ์ย่อย คือ The  State Gallery Art ,The New Collection ,The Architecture ,The State Art Collaction ภายในบรรจุงานภาพวาดนับพันชิ้น นอกจากนั้นยังมีรูปปั้นและผลงานแบบมัลติมิเดียจัดแสดงอีกด้วย

 

     
 

ทะเลสาบทิทิเซ่ (Lake Titisee)
ตั้งอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติป่าดำ (Black Forest) เหตุที่ชื่อนี้ก็เพราะภายในป่าเต็มไปด้วยต้นสนอย่างหนาแน่นจนใครๆก็มองเห็นเป็นสีดำ บริเวณเขตอุทยานแห่งนี้ยังมีหมู่บ้านทิทิเซ่ (Titisee Village) ตั้งอยู่ใกล้กับทะเลสาบทิทิเซ่ด้วย บรรยากาศค่อนข้างเงียบสงบ ปัจจุบันจึงกลายเป็นแหล่งตากอากาศชื่อดังของเยอรมนี ที่สำคัญหมู่บ้านแห่งนี้ถือเป็นต้นกำเนิดของการทำนาฬิกากุ๊กกู “Cuckoo Clock” อีกด้วย

 

     
     
 
 
 
 
       
       
  Tel: 02-3201745-6, 085-666-3963 Fax: 02-3201747 Email: booking.happygroup@gmail.com